วันธรรมดาไม่ได้น่าเบื่อ แค่คุณยังเก็บมันผิดวิธี

16

เผยแพร่เมื่อ

ปัญหาไม่ใช่คุณไม่มีเรื่องเล่า แต่คือเรามักเลือกเก็บเฉพาะวันที่ดูมีค่า หลายคนพอจะ จดบันทึกชีวิตประจำวัน ก็มักคัดแต่สิ่งที่คิดว่าน่าจำ จนวันธรรมดาถูกโยนทิ้ง ทั้งที่ของที่เขียนต่อได้จริงมักซ่อนอยู่ในความขัดใจเล็กๆ ความเงียบแปลกๆ หรือรายละเอียดที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีความหมาย วันใหญ่ให้พล็อตได้ แต่วันธรรมดามักให้เนื้อ ให้จังหวะ และให้ความจริงของชีวิตมากกว่า

คนจำนวนมากเลิกเขียนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะโดนคำแนะนำสวยๆ หลอกว่าให้เขียนจากใจแล้วทุกอย่างจะไหลเอง ความจริงมันไม่ไหล หน้ากระดาษขาวจะจ้องกลับมานิ่งๆ แล้วคุณจะเริ่มสงสัยว่าชีวิตตัวเองน่าเบื่อเกินไป ทั้งที่สิ่งที่พังคือระบบเก็บข้อมูล ไม่ใช่ชีวิต ถ้าคุณไม่มีอะไรจับต้องได้ให้เริ่ม มือก็ไม่รู้จะวางตรงไหน ความตันเลยดูเหมือนปัญหาความคิด ทั้งที่จริงเป็นปัญหาวัตถุดิบ

ทำไมสมุดหลายเล่มจบที่หน้าไม่กี่หน้า

เวลาคนเริ่มเขียนไดอารี่ เขามักเขียนแบบรายงานผล วันนี้ไปไหน กินอะไร เจอใคร ฟังดูครบ แต่เล่าต่อไม่ได้ เพราะมันไม่มีแรงเสียดทาน ไม่มีภาพ ไม่มีเสียงในหัว พออ่านย้อนกลับมาก็รู้แค่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันมีน้ำหนักยังไง คนอ่านในอนาคตก็คือตัวคุณเองยังไม่อยากเปิดซ้ำ นี่แหละจุดตายที่เงียบและน่ารำคาญมากของสมุดหลายเล่มที่ค้างอยู่ไม่กี่หน้าแรก

อีกด้านหนึ่ง คนชอบรอวันพิเศษก่อนค่อยบันทึก รอทริป รอวันอกหัก รอวันที่เข้าใจชีวิต แต่เรื่องเล่าที่ดีไม่ได้โตจากวันพิเศษอย่างเดียว มันโตจาก ข้อมูลดิบ ที่เก็บต่อเนื่อง ถ้าคุณไม่มีเศษรายละเอียดสะสมไว้เลย ต่อให้มีเหตุการณ์ใหญ่ คุณก็เล่าได้แค่โครง เช่น ไปทะเลแล้วรู้สึกดี หรือทะเลาะกับใครบางคนแล้วเสียใจ แต่ยังไม่มีเนื้อสัมผัสพอจะทำให้เรื่องนั้นมีฉาก มีอารมณ์ และมีมุมมองเฉพาะของคุณจริงๆ

เลิกเก็บความทรงจำ แล้วหันมาเก็บวัตถุดิบ

มุมคิดที่ช่วยได้จริงคือ อย่าตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ลึกทุกวัน ให้ตั้งเป้าว่าจะเก็บวัตถุดิบทุกวันก่อน เรื่องเล่ามาทีหลัง วิธีนี้ใช้ได้กับงานเขียนแทบทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นบันทึกส่วนตัว งานความทรงจำ หรือ เทคนิคการเขียนเรื่อง แบบกึ่งสารคดี เพราะสิ่งที่ทำให้งานมีน้ำหนักไม่ใช่ความตั้งใจล้วนๆ แต่คือรายละเอียดที่ผ่านการสังเกตมาแล้ว ถ้ามีของอยู่ในมือ วันธรรมดาก็เริ่มตอบสนองต่อการเขียนทันที

เรื่องเล่าไม่ได้เริ่มจากข้อคิด แต่มันเริ่มจากหลักฐานเล็กๆ เช่น ประโยคที่คุณเผลอได้ยินในร้านกาแฟ สีหน้าเพื่อนตอนเงียบผิดปกติ กลิ่นฝนที่ติดมากับเสื้อคนข้างๆ หรือความรู้สึกแปลกๆ ตอนยืนรอลิฟต์ไม่กี่วินาที รายละเอียดพวกนี้ดูเล็ก แต่พอมาวางรวมกันมันจะทำหน้าที่มากกว่าความทรงจำ มันกลายเป็นฉาก กลายเป็นอารมณ์ และกลายเป็นประตูให้คุณเห็นว่าจริงๆ แล้ววันนั้นกำลังพูดเรื่องอะไรกับคุณอยู่

ใช้กรอบสั้นๆ ฉาก เสี้ยน เสียง แล้วทำให้มันอยู่รอด

ถ้าไม่อยากตัน ลองใช้กรอบสั้นๆ ที่ช่วยบังคับให้คุณเลิกเขียนกว้างๆ แล้วหันมาเก็บของที่มีผิวสัมผัสจริง จุดสำคัญคือไม่ต้องเขียนยาวในแต่ละครั้ง ขอแค่มีชิ้นส่วนพอให้วันนั้นไม่หายไปเปล่าๆ กรอบนี้ดีตรงที่มันพาคุณออกจากการสรุปเร็วเกินไป และพากลับมาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับตา หู ผิวหนัง และความคิดของตัวเองบ้างในช่วงเวลาสั้นๆ

  1. ฉาก คือสิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้จริง เช่น แสงตอนเย็น โต๊ะเปื้อนคราบกาแฟ รถเมล์ที่ช้าเกินเหตุ หรือฝนที่ตกไม่หนักแต่ทำให้รองเท้าเฉอะแฉะ
  2. เสี้ยน คือจุดที่สะกิดใจ อึดอัด ขำ หรือขัดใจ เช่น คำพูดสั้นๆ ที่ทำให้คุณเงียบไปทั้งวัน หรือท่าทีเล็กๆ ที่ดูไม่น่ามีอะไรแต่กลับค้างอยู่ในหัว
  3. เสียง คือวิธีที่คุณมองมันในวันนั้น เป็นน้ำเสียงเฉพาะตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงล้วนๆ ว่าคุณกำลังมองโลกแบบเหนื่อย ประชด สงสัย หรืออ่อนโยน

พอมีสามอย่างนี้ บันทึกจะไม่แบน เพราะคุณไม่ได้แค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บอกว่ามันกระทบคุณยังไง ส่วนการทำให้มันอยู่รอดเกินสัปดาห์แรกก็ไม่ต้องใช้วินัยแบบทหาร แค่เขียนเวลาเดิมทุกวันสัก 5 นาที เริ่มจากสิ่งที่เห็นก่อนความรู้สึก ห้ามย้อนแก้ภาษาในรอบแรก และปิดท้ายด้วยคำถามหนึ่งข้อ เช่น วันนี้อะไรค้างอยู่ในหัวที่สุด วิธีนี้เปลี่ยนการเขียนจากงานสร้างสรรค์ใหญ่โตให้กลายเป็นงานเก็บหลักฐานรายวัน พอหลักฐานมากพอ คุณจะเริ่มเห็นธีมเดิมๆ โผล่ซ้ำ เห็นความสัมพันธ์ที่เคยมองไม่ออก และตรงนั้นเองที่บันทึกธรรมดาจะค่อยๆ แตกหน่อเป็นบทความ เรื่องสั้น หรือความทรงจำที่มีโครงชัดขึ้นมาเอง คืนนี้อย่าเริ่มด้วยคำถามว่าจะเขียนอะไรดี ให้เริ่มด้วยคำถามว่าวันนี้มีฉากไหน เสี้ยนไหน และเสียงไหนที่ยังติดอยู่ แล้วจดมันลงไปก่อนแบบไม่ต้องฉลาดมาก วันพิเศษไม่เคยประกาศล่วงหน้าอยู่แล้ว คำถามจริงคือคุณจะปล่อยให้วันธรรมดาหลุดมือไปอีกกี่วัน